Pages

Tuesday, October 12, 2010

การศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยี RFID และ NFC

การศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยี RFID กับ NFC


บทนำ

ใน ปัจจุบันเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเนื่องมาจากเทคโนโลยีนี้สามารถทำการระบุ เอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ สามารถใช้ในการระบุเอกลักษณ์ของวัตถุได้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเทียบ กับการระบุเอกลักษณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเช่นระบบบาร์โค้ด นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก มีชื่อว่า NFC (Near Field Communication) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี RFID ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นมา

จาก การที่ทั้งเทคโนโลยี RFID และ NFC มีความคล้ายคลึงกันมาก ทางผู้เขียนจึงมีความสนใจในการทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี RFID และ NFC มากไปกว่านั้นทางผู้เขียนได้ทำการศึกษาเทคโนโลยี RFID และ NFC และมีการนำเสนอในเชิงเปรียบเทียบอีกด้วย


วัตถุประสงค์


เพื่อสร้างความเข้าใจความเป็นมาของเทคโนโลยี RFID และ NFC

เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานเทคโนโลยี RFID และ NFC ในอนาคต

เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการทำงานของเทคโนโลยี RFID และ NFC


ขอบเขต


ใน งานสืบค้นครั้งนี้ถือเป็นการสืบค้นเพื่อเน้นการนำเสนอในเรื่องเทคโนโลยี RFID และการนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต โดยในการสืบค้นครั้งนี้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • เทคโนโลยี RFID
  • เทคโนโลยีNFC
  • ข้อเปรียบเทียบของเทคโนโลยี RFID และ NFC


แนะนำเทคโนโลยี RFID


เทคโนโลยี อาร์เอฟไอดี (RFID ย่อมาจากคำเต็มว่า Radio-frequency identification) จะเป็นวิธีการในการเก็บข้อมูลหรือระบุข้อมูลแบบอัตโนมัติ โดยทำงานผ่านการรับสัญญาณจากแท็กเข้าสู่ตัวส่งสัญญาณ ผ่านทางคลื่นวิทยุ แท็กของอาร์เอฟไอดีโดยปกติจะมีขนาดเล็กซึ่งสามารถติดตั้งเข้ากับผลิตภัณฑ์ สินค้า สัตว์ บุคคลได้ ซึ่งเมื่อตัวส่งสัญญาณส่งคลื่นวิทยุไป และพบเจอแท็กนี้ สัญญาณจะถูกส่งกลับพร้อมกับข้อมูลที่เก็บไว้ในแท็ก โดยตัวส่งสัญญาณนี้เองยังสามารถบันทึกข้อมูลลงในแท็กได้

แท็กอาร์ เอฟไอดีจะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักคือ ส่วนวงจรไฟฟ้าที่เก็บข้อมูลและคำนวณการของข้อมูล และอีกส่วนคือส่วนเสาอากาศหรือตัวรับส่งสัญญาณ

RFID tag มีการทำงานบางส่วนที่สามารถทำงานได้ในขณะที่ไม่มีแบตเตอรี่ และมีแบตเตอรี่ นั้นคือการอ่านและเขียนบน EEPROM ผ่านทาง Low frequency radio

เทคโนโลยี RFID นั้นเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั่วโลกในขณะนี้ ด้วยเชื่อว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการดำเนิน ธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ในระบบค้าปลีก ค้าส่ง การผลิต จนกระทั่งการบริหารจัดการ Supply Chain และระบบ Logistic ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัย (Security & Access Control) และคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาททดแทนระบบบาร์โค้ด ด้วยคุณสมบัติของตัวชิปที่มีศักยภาพสูงกว่า

อาจกล่าว ได้ว่า เทคโนโลยี RFID เป็นระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการบันทึกและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และส่งกำลังโดยคลื่นแม่เหล็กหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทนการสัมผัสทางกายภาพ



Application หลักของการใช้งานเทคโนโลยี RFID

ดร.นัย วุฒิ วงษ์โคเมท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไออี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์และมี Application การใช้งานที่หลากหลาย โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ การเป็นชิปขนาดเล็กที่มี ID สามารถเก็บข้อมูลได้ เป็นชิปที่เอื้ออำนวยต่อการ Integrated ระบบต่างๆ ทั้งยังมี Security ที่ดี สามารถนำไปใช้กับการทำงานด้านการเงินและ e-Purchase ได้ ซึ่งหากระบบ RFID มีการ Integration ที่ดีจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เป็นอีก หนึ่งคุณสมบัติที่ดีของการนำเทคโนโลยี RFID มาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานและผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อนำคุณสมบัติของเทคโนโลยี RFID มา เปรียบเทียบกับการใช้บาร์โค้ด ย่อมแสดงถึงการมี Reliability ที่ดีกว่า เพราะรหัสไม่เลือนหาย และมีหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลไว้ในชิปได้นาน

ปัจจุบันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID สามารถ แบ่ง Application การใช้งานได้ 4 กลุ่มหลัก คือ
  • Access Control เป็นลักษณะของ Personal Identification เกี่ยวกับการควบคุมการเข้า-ออกอาคารหรือสถานที่ต่างๆ
  • Member Card เพื่อสนับสนุนการใช้งานด้าน Retail และ e-Purchasing
  • Logistic และ Supply Chain Management
  • Animal Tracking งานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำ เทคโนโลยี RFID มาประยุกต์ใช้งานได้เป็นอย่างดี




RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน แต่ยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ยังมีขนาดใหญ่ไม่สะดวกในการติดตั้งและใช้งาน ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้กำลังจะมีบทบาทมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเข้ามาเกี่ยวของกับชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนประกอบของระบบRFID มี 2ส่วนดังนี้

1. RFID Tags หรือ Transponder
2. เครื่องอ่าน Reader หรือ Interrogator

พื้น ฐานของ RFID คือความต้องการให้ สิ่งมีชีวิต วัตถุ หรือ เจ้าของวัตถุ ที่มีฉลากหรือป้าย RFID ติดอยู่สามารถแจ้งข้อมูล ประวัติ หรือ ลักษณะเฉพาะ ของตัวเองให้ผู้อื่น ที่มีเครื่องอ่านRFID ทราบได้ผ่านทางคลื่นวิทยุโดยอัตโนมัติ RFID คอการใช้ไอซีประเภทไมโครชิปใสไว้ในป้ายหรือฉลาก ซึ่งไมโครชิปจะเก็บข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นไว้ และส่งสัญญาณข้อมูลออกมาด้วยความถี่วิทยุที่กำหนดไว ไปยังเครื่องรับหรือเครื่องอ่านข้อมูลRFID ที่อยู่ในระยะส่ง แผ่น ป้ายหรอฉลากที่ระบุข้อมูลไว้ในไมโครชิปนี้ เราเรียกว่า RFID Tags หรือ Transponder แผ่นป้ายระบุข้อมูล (RFID Tags) ประกอบด้วยแผงวงจรไมโครชิปกับเสาอากาศขนาดเล็ก(แบบไดโพล) ที่ฝังเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้ายระบุข้อมูล





รูปที่1 RFID Microchip และ RFID Tags



RFID tags แบ่งได้เป็นสองประเภท ได้แก่ 1. Active RFID tags และ 2. Passive RFID tags

1. Active RFID tags ต้องใช้แหล่งกำเนิดไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ที่ติดตั้งอยู่ภายในเพี่อการทำงาน ข้อสังเกต คือ ราคาแพง, มีขนาดใหญ่กว่าแบบPassive, อายุการใช้งานจำกัด, ไม่ตองใช้เครื่องอ่านที่มี กำลังสูง

2. Passive RFID tags ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน


ข้อสังเกต คือ ราคาถูก มีน้ำหนักเบา เล็ก ไม่จำกัดอายุการทำงาน และต้องใช้เครื่องอ่านที่มีกำลังสูงอีกด้วย เครื่องอ่านสัญญาณ (RFID Reader) มีทั้งแบบอยู่กับที่และแบบพกพา จะประกอบไปด้วยภาครับและภาคส่งสัญญาณวิทยุ ส่วนควบคม และเสาอากาศ ความถี่ที่สร้างขึ้นจะมีขนาดเท่ากับความถี่ที่ RFID Tags สามารถตอบสนองได้ โดยอาศยทฤษฎีการเหนี่ยวนำสัญญาณไฟฟ้า เมื่อคลื่นสัญญาณ กระทบกับแผ่นป้ายระบุข้อมูล (RFID Tags) เพื่อให้แผ่นป้ายระบุข้อมูล (RFID Tags) ส่งข้อมูลของตัวเองกลับมายังเครื่องอ่านสัญญาณ (RFID Reader) จากนั้นจะแปลงสัญญาณที่ได้รับให้อยู่ในรูปดิจิตอลเพื่อใช้ประมวลผลทาง คอมพิวเตอร์หรือไมโครคอนโทรลเลอร์ต่อไป


รูปที่ 2 แสดงการทำงานของ RFID




แนะนำเทคโนโลยี RFID


Near Field Communication (หรือ NFC) เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้นที่ใช้ได้ดีกับโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้ สัมผัส ช่วยสนับสนุนรองรับการสื่อสารระหว่างเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในระยะใกล้ๆ NFC ถูกพัฒนาขึ้นโดย Sony และ NXP โดยใช้คลื่นความถี่ 13.56 MHz. บนพื้นฐานมาตรฐาน ISO 14443 (Philips MIFARE and Sony’s FeliCa) ปัจจุบันบริษัททั้งสองได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ลิตและพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ จัดตั้งเป็น NFC Forum เพื่อให้เกิดการใช้งานในรูปแบบต่างๆมากขึ้น ในระยะเริ่มแรกมีบริษัทโทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลกประกาศนำเทคโนโลยีนี้มา ใช้กับโทรศัพท์มือถือแล้ว เช่น Nokia, Samsung, Motorola เป็นต้น

การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่มักนำ NFC มาใช้กับการชำระเงินที่ต้องการความรวดเร็วและมีมูลค่าไม่สูง ซึ่งจะทำให้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถใช้เพื่อการชำระเงิน โดยวิธีการแตะบนเครื่องอ่านหรือเครื่องชำระเงิน เช่น การให้บริการในร้านอาหารจานด่วน ร้านขายสินค้า ระบบการซื้อขายตั๋ว และระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ peer-to-peer เช่น เพลง เกม และรูปภาพ การชำระเงินค่าโดยสารในระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น การชำระเงินแบบไร้สัมผัสนี้ก่อให้เกิดการชำระเงินที่ง่ายและรวดเร็ว ลดการเข้าคิวชำระเงินในร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อต่างๆ



ซึ่ง ความที่ RFID เป็นเทคโนโลยีที่มี Applications การนำไปใช้ที่กว้างมากแบ่งแยกกันไปตามย่านของความถี่เช่นถ้าเป็นย่าน LF ก็จะเป็นในพวกปศุสัตว์ ถ้าเป็นย่าน HF ก็จะเป็นพวก security access, transportation, cash card และถ้าเป็นย่าน UHF ก็จะเป็นทางด้าน logistics, supply chain, warehouse ต่างๆ



NFC หรือ Near Field Communications ปัจจุบันมีมาตรฐานคือ ISO 18092 ซึ่งตัว chip NFC ที่ available กันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ก็มักจะสามารถ interop กับ มาตรฐานของ RFID ย่าน 13.56MHz พวก ISO 14443 A&B และ ISO 15693 ได้ เมื่อนำ NFC เข้าไปใช้ในมือถือ ก็จะมี applications อยู่หลักๆที่พูดกันอยู่สามสี่ตัวก็คือ เรื่องของ payment, ticketing, smart poster และ peer-to-peer communications ระหว่างมือถือด้วยกัน โดยในแบบ payment มือถือก็จะต้องมีแบตเตอรี่เพราะจะต้องมีการ access และประมวลข้อมูล credit/debit และ applications ต่างๆบน SIM card ส่วนการใช้มือถือเป็น e-Ticket นั้นไม่ต้องมีแบตเตอรรี่ก็ได้ โดยใช้พลังงานจาก external reader ตามหลักของ RFID ทั่วไป สำหรับ smart poster ตัวมือถือก็จะทำตัวเองเป็น RFID reader แล้วไปอ่าน poster ที่มี RFID tag ฝังอยู่ ซึ่งข้อมูลที่อ่านก็อาจจะอยู่ในรูปของ URL พอมือถืออ่านมาแล้วก็ทำการ launch browser แล้วไปที่ URL ที่อ่านได้เลย
มาดูทางเทคนิคกันบ้าง เพื่อจะใช้ NFC ในมือถือนั้นจะต้องมีอยู่สองส่วนด้วยกัน คือ

1. มือถือจะต้องเป็น NFC phone คือจะต้องมี built-in antenna และ NFC chip

2. จะต้องมี secure chip ที่ใช้เก็บข้อมูลที่ต้องการ security สูงๆเช่น credit/debit information, banking applications, etc. ซึ่งในกรณีนี้ก็มีอยู่สองแบบด้วยกัน แบบแรกคือมี chip ต่างหากเพื่อใช้เก็บข้อมูลเหล่านี้ กับอีกแบบหนึ่งคือเอาไปเก็บใน SIM card ซึ่งแบบหลังนี้เป็นอะไรที่ทางฝั่งของ mobile operators ต่างๆต้องการ

ใน ตลาดตอนนี้มือถือที่ support NFC ทุกยี่ห้อก็เริ่มทำกันบ้างแล้ว ที่เห็นตั้งแต่แรกก็ของ nokia ตั้งแต่รุ่น 3220 และ 5140 ที่เป็นแบบ module เพิ่มเติมเอามาเสียบเพิ่มมาจนถึงล่าสุดรุ่น 6131 ที่ built-in nfc มาเลย อีกอันที่เห็นก็คือของ benq T80 ที่ทาง Chungwa Telecom ทำ trial อยู่ ของ nokia 6131 ยังเป็น sim ธรรมดาอยู่ แต่ใช้ secure chip ในการเก็บข้อมูล ผมคิดว่าในอนาคตน่าจะเป็นแบบเก็บใน SIM มากกว่าคือเป็น NFC-supported SIM ซึ่งตอนนี้ทั้ง NXP กับ Gemalto ก็ตกลงหันมาร่วมมือกันพัฒนามาตรฐาน SWP หรือ Single Wire Protocol เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง NFC chip กับ NFC-SIM




รูปที่ 3 แสดงความสามารถของ NFC




NFC vs Mobile Payment


Mobile Payment หรือ การชำระเงินด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านระบบ Contactless เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศ ญี่ปุ่น โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ NTT Docomo ภายใต้ชื่อบริการ Osaifu-Keitai ซึ่งเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฟังก์ชั่น การทำงานเสมือน กระเป๋าเงิน, credit card, ID card และ อื่นๆอีกมากมาย โดยใช้ contactless IC card ที่ชื่อว่า Felica พัฒนาโดยบริษัท Sony ติดไปกับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เลย

ที่ ประเทศญี่ปุ่นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นคนกำหนดและควบคุม คุณสมบัติ ของเครื่องและให้ผู้ผลิตเครื่องผลิตตาม แต่ในไทยคงต้องดูกันว่า ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด จึงจะประสบความสำเร็จ ปัจจัยหลักๆที่ควรคำนึงถึง อาทิเช่น

• Timing หรือระยะเวลาที่กว่าจะมาแพร่หลายจนทำให้เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของเครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเมื่อใด ซึ่งมีผลต่อจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะรองรับมาตรฐาน NFC (Near Field Communication) ในท้องตลาด
หมายเหตุ : เนื่องด้วยระบบการจัดจำหน่าย และวางคุณสมบัติเครื่องโทรศัพท์ ไม่ได้มาจากทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อย่างเช่นในญี่ปุ่น ความร่วมมือที่จะผลักดันให้เกิดบริการดังกล่าวจึงแตกต่างกัน
( GSMA ซึ่งเป็นสมาคมการค้าด้านอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลกสมาคมหนึ่ง ได้ออกมาขอให้ผู้ผลิตเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ใส่ NFC function ในเครื่องรุ่นใหม่

• ราคาเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉลี่ย

• End to End Payment System : อุปกรณ์ Reader ณ จุดชำระเงินที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวมีแพร่หลายมากน้อยเพียงใด อย่างในกรณี DoCoMo ยอมลงทุนเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินมากยิ่งขึ้น โดยเปิดให้บริการบัตรเครดิต ของตนเองในชื่อ “DCMX” และสร้างระบบ mobile credit platform ที่ชื่อว่า “iD” เพื่อรองรับการชำระเงินด้วย “Osaifu-Keitai” แถมยังเปิดระบบ “iD” ให้กับบัตรเครดิตอื่นๆมาใช้ร่วมได้ด้วย ในช่วงเปิดตัวเริ่มแรกนั้น ก็มีอุปกรณ์ “iD”ที่เป็นเครื่องอ่านบัตรเครดิตเพื่อรับชำระเงินถึง 320,000 จุด ซึ่งจำนวนของจุดชำระเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้บริการนี้แพร่หลาย



รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างของอุปกรณ์ NFC


อย่าง ไรก็ตามกระแสการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยระบบ Contactless เป็นบริการที่น่าสนใจมาก นี่คงเป็นอีกเหตุผลนึงที่ทาง True เล็งเห็นการทำ Touch SIM ขึ้นมาก่อน โดยการผูกติดส่วนของ contactless chip กับ SIM card แทน ไม่รอคุณสมบัติที่มากับเครื่อง ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีเพื่อนำออกมาสู่ตลาดก่อน ถึงแม้จะยังจำกัดเฉพาะอุปกรณ์ reader ของทาง Touch SIM อยู่ก็ตาม แต่ในอนาคตถ้าต่อไป NFC เป็นมาตรฐานที่แพร่หลาย เชื่อว่าแต่ละผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คงจับมือร่วมกับธนาคารและนำ เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ร่วมกัน




รูปที่ 5 แสดงความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้งาน NFC





ข้อเปรียบเทียบของเทคโนโลยี RFID และ NFC


ความ ที่ RFID เป็นเทคโนโลยีที่มี Applications การนำไปใช้ที่กว้างมากแบ่งแยกกันไปตามย่านของความถี่เช่นถ้าเป็นย่าน LF ก็จะเป็นในพวกปศุสัตว์ ถ้าเป็นย่าน HF ก็จะเป็นพวก security access, transportation, cash card และถ้าเป็นย่าน UHF ก็จะเป็นทางด้าน logistics, supply chain, warehouse ต่างๆ หากเราพูดกันถึงย่าน HF (13.56MHz) ก็จะมีเรื่องของ NFC หรือ Near Field Communications ซึ่งจริงๆถ้าไม่ได้ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างต่อ เนื่องก็อาจจะไปแปลตรงๆ แล้วก็นึกว่าเป็นการพูดถึง Near Field กับ Far Field ที่เป็นการแยกแยะ mechanism ในการทำงานของ RFID ที่ใช้ inductive coupling กับ backscattering ตามลำดับ และก็คงจะนึกว่า Near Field Communications ก็คือ RFID ในย่าน 13.56 MHz นั่นเอง ซึ่งก็จะกลายเป็นคนละความหมายของคนที่พูดถึง NFC ไป เพราะ NFC นั้นจะหมายถึง 2-way communications ในแบบ short range ที่ใช้เทคโนโลยี RFID โดยมักจะ focus ไปที่การนำไปใช้ในมือถือเป็นหลักก่อน และ application ก็หลากหลายมากตั้งแต่ใช้จ่ายเงิน ซื้อตั๋วต่างๆ ขึ้นรถไฟฟ้า access เข้าประตู เป็นต้น



Friday, October 8, 2010

เทคโนโลยี millimeter wave และการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยี millimeter wave และการประยุกต์ใช้



บทนำ
ในปัจจุบันมีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายหลากหลายเพื่อการใช้งานที่ เหมาะสมและครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยีระบบแลนไร้สายที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่ หลาย หรือแม้แต่เทคโนโลยีบลูทูธที่ในทุกวันนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ พกพา หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีบลูทูธเป็นสิ่งที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อ ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เช่นการขับยานพาหนะก็จำเป็นต้องใช้ชุดหูฟังบลูทูธ หรือแม้แต่การถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์อีก เครื่องหนึ่งก็ล้วนแต่ต้องใช้เทคโนโลยีบลูทูธแต่ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยี นี้ที่มีแบนวิธต่ำ จึงทำให้มีความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลที่ช้าตามไปด้วย นอกจากนี้คลื่นความถี่ในช่วงนี้มีการใช้งานของหลากหลายอุปกรณ์ เช่นระบบแลนไร้สายที่ได้กล่าวถึงก่อนนี้ จึงทำให้เกิดสัญญาณรบกวนกันมาก
จากข้อจำกัดของเทคโนโลยีบูลทูธ จึงทำให้ผู้วิจัยเกิดความคิดที่จะศึกษาเทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาแทนที่ เทคโนโลยีเก่า ซึ่งมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลสูงในระดับ multi gigabit เนื่องจากมีแบนวิธสูงถึง 7GHz นอกจากนี้จากการที่เทคโนโลยีนี้อยู่ในช่วงความถี่ 30-300 GHz จึงมีการตั้งชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Millimeter-Wave เหตุจากความยาวคลื่นสั้น ประมาณ 1-10 มิลลิเมตรเท่านั้น จากความสามารถที่หลากหลายของเทคโนโลยีนี้จึงทำให้ผู้สืบค้นมีความตั้งใจใน การศึกษาโดยการศึกษาในครั้งนี้จะมีการอธิบายและศึกษาการนำไปประยุกต์ใช้ใน อนาคต


วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความเข้าใจความเป็นมาของเทคโนโลยี Millimeter-Wave เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต

เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานเทคโนโลยี Millimeter-Wave ในอนาคต

เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการทำงานของเทคโนโลยี Millimeter-Wave และเทคโนโลยีไร้สายอื่นๆ



ขอบเขต

ใน งานสืบค้นครั้งนี้ถือเป็นการสืบค้นเพื่อเน้นการนำเสนอในเรื่องเทคโนโลยี mm-wave และการนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต โดยในการสืบค้นครั้งนี้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • MM-Wave คืออะไร
  • MM-Wave ทำงานอย่างไร
  • MM-Wave แตกต่างจากระบบไร้สายอื่นๆอย่างไร
  • ตัวอย่างของ MM-Wave
  • ความสามารถในการประยุกต์ใช้ MM-Wave
  • อนาคตของ MM-Wave
  • สรุปผลและข้อคิดเห็น


ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • งานสืบค้นนี้สามารถแนะนำความเป็นมา และความสามารถของ Millimeter-Wave ได้เป็นอย่างดี
  • งานสืบค้นนี้สามารถเป็นแนวทางการนำ Millimeter-Wave ที่ยังไม่ได้รับความนิยมไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต



MM-Wave คืออะไร


หลาย คนคงจะงงว่าอะไรคือ mm โดย mm นี่คือมิลลิเมตรนั่นเอง ซึ่งชื่อของเทคโนโลยีนี้มาจากความยาวคลื่นที่มีความยาวที่ประมาณ 1-10 มิลลิเมตรเท่านั้น

millimeter wave หรือเทคโนโลยีคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรคือเทคโนโลยีไร้สายที่จะเป็นรุ่น ถัดไปที่สามารถให้บริการได้การเชื่อมต่อไร้สายที่มีความเร็วสูงโดยมีอัตรา การรับส่งข้อมูลอยู่ที่ระดับ multi Gigabit per second สำหรับอุปกรณ์ในระยะทางสั้น ๆ ระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี millimeter wave นี้เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อภายในแบบไร้สายที่มีเร็วสูงในการถ่ายโอนข้อมูล โดยสามารถนำไปใช้ได้กับอุปกรณ์สื่อสาร หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เช่นโทรทัศน์ ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้สายที่ซับซ้อนมาเป็นวงจรภายในมีการเชื่อมต่อแบบไร้ สายแทนเพื่อลดความซับซ้อนภายในอุปกรณ์เช่นโทรทัศน์แบบแขวน ที่นับวันจะมีความบางลงเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดขนาดและค่าใช้จ่ายของ IC และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ใช้ในอุปกรณ์สื่อสาร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยข้อดีของเทคโนโลยีคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรมีดังนี้

  • ข้อ ดีหลักๆของเทคโนโลยีความถี่ระดับมิลลิเมตรเลยคือความเร็วของมันอย่างที่ได้ เกลิ่นนำไว้แล้วนั่นเอง โดยทางแลบ IBM ได้มีการยืนยันมาแล้วว่าความเร็วของมันจะอยู่ที่ประมาณ 40-100 เท่าของระบบ wireless lan ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างง่ายๆคือคุณสามารถที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดใน DVD 1 แผ่นในเวลาประมาณ 15 วินาทีเท่านั้นเอง
  • การ ใช้พลังงานที่ต่ำในการรับส่งข้อมูล โดยตัวอุปกรณ์จะใช้พลังงานที่ต่ำและเหมาะสมเพียงพอต่อการเชื่อมต่อ โดยปกติแล้วอุปกรณ์คลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรนี้จะใช้พลังงานในการรับส่ง ข้อมูลสูงสุดเพียง 70 มิลลิวัตต์ ซึ่งถือว่าใช้กำลังไฟที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีบลูทูธที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบันที่ใช้กำลังไฟสูงสุดที่ 100มิลลิวัตต์
  • ขนาด ของชิพที่มีขนาดเล็ก โดยในขณะนี้บริษัททางบริษัท SONY ได้ทำการพัฒนาชิพเซตคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรนี้ เพื่อใช้งานจริงแล้ว โดยชิพเซตตัวนี้มีขนาดเพียง0. 13 ตารางมิลลิเมตร และเนื่องจากเทคโนโลยีคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรเป็นคลื่นความถี่สูง ช่วงคลื่นจึงสั้น ทำให้มีเสาอากาศที่มีขนาดเล็กเพียง1มิลลิเมตรเท่านั้นจึงทำให้สามารถทำการ ฝังเสาสัญญาณลงไปในชิพเซตได้เลย



MM-Wave ทำงานอย่างไร


Millimeter-Wave หรือเทคโนโลยีคลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตรนี้เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่คลื่นที่ 30GHz ถึง 300GHz โดยในช่วงคลื่นนี้จะสามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งคือ Extremely high frequency โดย Millimeter-Wave ปกติแล้วจะมีความยาวคลื่นระหว่าง 1mm ถึง 10mm โดยองค์ประกอบที่สำคัญของเทคโนโลยีนี้คือชิปเซต Millimeter-Wave และเสาอากาศในการส่งสัญญาณแบบไร้สายโดยใช้ช่วงความถี่พาหะที่ 60 GHz เป็นหลัก ซึ่งช่วงความถี่นี้มีความถี่สูงเกือบ 1,000 เท่าของคลื่นที่ใช้สำหรับวิทยุเอฟเอ็มทั่วไปและเนื่องจากการส่งข้อมูลความ เร็วสูงของระบบเทคโนโลยีไร้สายรูปแบบ Millimeter-Wave นี้สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลได้สูงในระดับ multi gigabit per second จึงทำให้มีความจำเป็นในการเข้ารหัสข้อมูลที่มีการรับส่งเพื่อเพิ่มความน่า เชื่อถือของข้อมูล แต่ด้วยความเร็วที่มีสูงมากจึงไม่สามารถใช้ระบบการเข้ารหัสแบบเดียวกับ เทคโนโลยี wire line แบบในปัจจุบันได้ และที่แย่ไปกว่านั้นระบบไร้สายความเร็วสูงนี้ยังมีผลกระทบอย่างรุนแรงจากการ รบกวนต่างๆเช่นการสะท้อน การดูดซับคลื่น และอื่นๆในพื้นที่ว่าง หรือแม้กระทั่งการดูดซับสัญญาณที่เกิดจากออกซิเจนในอากาศเอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการเข้ารหัสและถอดรหัส และการตรวจสอบข้อมูลอย่างเหมาะสมโดยยังคงอัตราการรับส่งข้อมูลที่ multi gigabit อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยความสามารถดังกล่าวนี้ได้มีการพัฒนาจนสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างมีความ น่าเชื่อถือและมีการสูญเสียข้อมูลระหว่างการโอนถ่ายต่ำซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับ การพัฒนามาจาก IBM เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงความถี่ที่ 38.6 - 40 GHz ได้รับการอนุญาตการเชื่อมต่อความเร็วสูงสำหรับไมโครเวฟ และในช่วง60 GHz นั้น สามารถนำไปใช้โดยไม่ต้องรับการอนุญาตสำหรับการใช้งานในช่วงสั้นๆ ที่มีระยะทางสูงสุด1ไมล์ หรือ 1.7 กิโลเมตร โดยการรับส่งข้อมูลจะมีทรูพุทสูงสุดถึง2.5GHz เลยทีเดียว ซึ่งมีการใช้งานทั่วไปในสถานที่ที่มีภูมิประเทศราบเรียบ
ในช่วงคลื่น 71-76, 81-86 และ 92-95 GHz ในช่วงนี้เคยถูกนำไปใช้ในการรับส่งข้อมูลไร้สายแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) เป็นการเชื่อมต่อที่มีแบนด์วิธสูง แต่ในช่วงความถี่ดังกล่าวนี้ตรงกันข้ามกับความถี่ 60 GHz ที่ไม่ต้องการใบอนุญาตการส่งสัญญาณในประเทศสหรัฐอเมริกาจากหน่วยงานของ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีหน้าที่ควบคุมในเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะการควบคุมสัญญาณความถี่ของคลื่นวิทยุ หรือ Federal Communications Commission (FCC) แต่ที่ช่วงคลื่น 71-76, 81-86 และ 92-95 GHz ได้รับความนิยมในการใช้งานเนื่องจากในช่วงนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดูด ซับสัญญาณของออกซิเจนในอากาศอย่างในช่วง 60 GHz นอกจากนี้ในช่วงความถี่ 60 GHz นี้ได้รับการพัฒนามาเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีความคิดหลักๆคือการรับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง (Point to Point) สำหรับการใช้งานเป็นระบบแลนไร้สายและอินเตอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์อีกด้วย


รูปที่ 1 ตารางแสดงการเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยี mm-wave และเทคโนโลยีไร้สายอื่นๆ


จาก รูปที่ 1 ได้มีการแสดงการเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยี mm-wave และเทคโนโลยีไร้สายต่างๆในด้านความถี่แบะความเร็ว ยกตัวอย่างเช่นการจำแนกจากความถี่ เรียงจากความถี่ต่ำไปยังความถี่สูงเริ่มจาก Zigbee ที่มีความถี่ในย่าน 915 Mhz และย่าน 868 Mhz และมีความเร็วในการรับส่งอยู่ที่ประมาณ 20 – 250kbps ตามมาด้วยเทคโนโลยีบลูทูธที่มีความถี่ในย่าน 2.4 GHz โดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลประมาณ 721 kbps – 2 mbps ตามมาด้วยเทคโนโลยีแลนไร้สายมาตรฐาน 802.11b ที่ทำงานในย่านความถี่ 2.4 GHz และมีความเร็วประมาณ 11 mbps และจากนั้นจะเป็นเทคโนโลยีแลนไร้สายอีกมาตรฐานซึ่งมีความเร็วมากกว่าโดยที่ มาตรฐาน 802.11g จะทำงานที่ย่านความถี่ 2.4 GHz และ 5GHz สำหรับมาตรฐาน 802.11a โดยทั้ง2มาตรฐานนี้จะทำงานได้สูงสุดที่ 54Mbps และต่อด้วยมาตรฐานล่าสุดของระบบแลนไร้สายที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ 802.11n ที่ใช้ย่านความถี่ 5GHz และมีความเร็วในการรับส่งสูงสุดที่ 54 Mbps ถึง 600 Mbps นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยรอุลตร้าไวด์แบรนด์ (UWB) ที่มีช่วงความถี่สูง จึงมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงตามไปด้วย แต่จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี mm-wave จะมีย่านความถี่สูงมากถึง60 GHz และมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงที่สุดอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ในช่วงคลื่นความถี่ที่ 60 GHz ยังเป็นช่วงที่ไม่ต้องการการขออนุญาตการใช้สิทธิ์ในการใช้งานคลื่นความถี่ โดยช่วงว่างมีพื้นที่สูงถึง 7 GHz ซึ่งหวามความว่าที่ช่วงนี้ สามารถมีแบนด์วิธที่สูงมากถึง 7 GHz อีกเช่นกันโดยสามารถดูได้จาก รูปที่ 2 และจากรูปยังแสดงช่วงคลื่นที่ได้รับผลกระทบจากการสะท้อน การดูดซับคลื่น และอื่นๆในพื้นที่ว่าง หรือแม้กระทั่งการดูดซับสัญญาณที่เกิดจากออกซิเจนในอากาศเอง


รูปที่ 2 ตารางแสดงช่วงความถี่ที่ไม่ต้องการการขออณุญาติในการใช้งานและย่านความถี่ที่ถูกดูดซับคลื่นในอากาศ







MM-Wave แตกต่างจากระบบไร้สายอื่นๆอย่างไร

โดย ทั่วไประบบแลนไร้สายจะมีความถี่อยู่ที่ 2.5 GHz หรือ 5 GHz ส่วน millimeter-wave จะใช้ประโยชน์จากแบนด์วิธที่ทั่วโลกยังไม่ได้ทำการจดทะเบียนคือช่วงความถี่ 30GHz – 300GHz ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ความถี่สูงยังหมายถึงค่าเฉลี่ยความยาวคลื่นที่สั้นกว่า เป็นผลให้ระบบเสาอากาศสามารถมีขนาดขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร ในบางครั้งยังสามารถบรรจุเสาอากาศไว้ในตัวชิปเซตในการรับส่งสัญญาณก็สามารถ ทำได้เช่นกัน มากไปกว่านั้นตัวอุปกรณ์มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับระบบไร้สายอื่นๆ โดยเทคโนโลยี millimeter-wave ได้รับการพัฒนามานานแล้ว แต่เนื่องจากตัวรับส่งสัญญาณเองเป็นตัวตัวที่มีความถี่สูงมาก จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีของสารกึ่งตัวนำที่มีราคาแพงมากซึ่งเป็นทางเลือก เดียวในขณะนั้นในการพัฒนาตัวรับส่งสัญญาณ ทำให้อุปกรณ์มีราคาแพง จึงทำให้ millimeter-wave ไม่เป็นที่ต้องการในตลาดมากนัก แต่ในปัจจุบันทาง IBM และ SONY ได้ทำการผลิตชิปเซตนี้ด้วยเทคโนโลยีซิลิกอนเพื่อลดราคาและทำให้มีการใช้ ไฟฟ้าต่อบิตลดลง นอกจากนี้ยังทำให้อุปกรณ์มีฟอร์มแฟคเตอร์หรือผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็กลงมาก โดยทั้งนี้ IBM และ SONY ได้ทำการพัฒนาเทคนิคการประมวลผล มีการเขียนโปรแกรมแก้ความผิดพลาดและการกู้คืนแพคเก็ตแบบฝังไว้ในชิปเซต เพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลมากขึ้น และคาดว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็นอุปกรณ์ฝังตัวอย่างแพร่หลายภายในปี2012


รูปที่ 3 แสดงตัวอย่างชิพเซตจาก IBM



ตัวอย่างของ MM-Wave

ตัวอย่าง ของ millimeter-wave ที่เราจะทำการยกตัวอย่างจาก millimeter-wave ตัวแรกที่ทาง SONY ได้ทำการพัฒนาขึ้นมาเพื่อการใช้งานระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบจุดต่อ จุด ที่มีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่11Gbps ที่ระยะห่างไม่เกิน 14 เซนติเมตร และทำงานที่ระยะห่างสูงสุดที่ 19เซนติเมตรนอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำในญี่ปุ่นทำ การพัฒนาเช่นกัน ยกตั้วอย่างเช่น hitachi, Toshiba และ panasonic โดยทั้ง3 บริษัทหวังเอาไว้ว่าจะสร้างโมดูล millimeter-wave ให้มีขนาดเล็กที่มีเสาอากาศภายในเพื่อนำมาใช้ร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใน บ้านที่ตนเองมีอยู่ โดยจะเริ่มมีการนำมาใช้ครั้งแรกภายในสิ้นปี2010

นอก จากนี้ ทั้ง4บริษัท ได้เป็นผู้ผลักดัน millimeter-wave ที่มีช่วงความถี่ 60GHz ที่มีแบนด์วิดท์สูงสุดถึง 7GHz ให้คณะกรรมการ IEEE802 ออกมาตรฐาน IEEE802.15.3c สำหรับ millimeter-wave ในการใช้งานของผู้บริโภคและผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และมากไปกว่านั้นทางSony และ Panasonic ได้ร่วมมือกันตั้งชื่อให้กับมาตรฐานนี้ใหม่โดยมีชื่อว่า WirelessHD ขึ้นมาเพื่อจะใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเป็นการสร้างชื่อที่เป็นไปในทาง การค้ามากขึ้น

อย่าง ไรก็ดี ขณะนี้ทางผู้ผลิตไอซี ในญี่ปุ่นก็ยังไม่สามารถผลิตให้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ จึงยังไม่เคยมีการนำออกมาใช้อย่างจริงจังแม้หลังจากได้รับการเปิดตัว มาตรฐาน เนื่องมาจากต้องการให้ตัวชิพเซตมีขนาดเล็ก จึงต้องใช้เทคโนโลยีซิลิกอนขนาด40nm และฐานโรงงาน 40nm นี้เองที่ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ



รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างชิพเซตจากผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำในญี่ปุ่น



นอกจากนี้ทางพานาโซนิคได้ทำการแสดงการทำงานของระบบ millimeter-wave ไว้ดังนี้
  • โดย การใช้งานในโทรศัพท์มือถือ ทางพานาโซนิคได้กล่าวถึงข้อดีที่จะมีการโอนถ่ายข้อมูลแบบพกพาเพื่อดาวน์โหลด เพลงวิดีโอหรือเนื้อหาอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว การซื้อขายคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่จะเป็นเรื่องปกติไปเลย
  • การใช้งานในกล้องวีดีโอความละเอียดสูง โดยในปัจจุบันอัตราการโอนถ่ายข้อมูลที่ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ millimeter-wave
  • การ ใช้งาน video streams โดยในระบบ millimeter-wave สามารถสื่อสารในการถ่ายโอนวิดีโอในรูปแบบความคมชัดสูงหรือ High-Definition ซึ่งจะทำการสตรีมระหว่างอุปกรณ์เช่น จอ lcd และเครื่องเล่นบลูเลย์ แต่ในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คลื่นวิทยุในการโอนถ่ายวิดีโอแบบ สตรีมมิ่งในบ้านในรูปแบบ wifi ซึ่งความเร็วยังไม่เพียงพอสำหรับภาพยนต์ในรูปแบบ Full High-Definition

รูปที่ 5 รูปนี้เป็นต้นแบบของระบบ mm-w ที่ทางพานาโซนิกได้ทำการพัฒนาขึ้น และได้พูดเอาไว้ว่าสามารถโอนถ่ายได้ในอัตรา 1Gbit/s หรือโอนไฟล์ในcd 1แผ่นในเวลาเพียง 5วินาที




ความสามารถในการประยุกต์ใช้ MM-Wave


ความ สามารถในการประยุกต์ใช้ millimeter-wave มาใช้ในชีวิตประจำวันและมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตอันใกล้ โดยที่คาดว่าจะมีความนิยมเป็นอย่างมากได้แก่
  • การ นำมาใช้งานอย่างกว้างขวางในบ้านและสำนักงาน โดยเทคโนโลยีไร้สายนี้สามารถนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งที่บ้านและในสำนัก งานเพื่อการใช้งานต่างๆเช่นการดาวน์โหลดเนื้อหามัลติมีเดีย การสตรีมทีวีที่มีความคมชัดสูง (HDTV) และการคัดลอกข้อมูล สามารถดาวน์โหลดและทำการซิงค์โคไนซ์ข้อมูลกับ iPod แบบไร้สาย นอกจากนี้ยังสามารถสตรีมเพลง ภาพ และ วิดีโอใน iPod เพื่อมาเล่นกับ LCD TV แบบไร้สายได้ในไม่กี่วินาทีโดยไม่จำเป็นต้องหาสายอะไรมาทำการเชื่อมต่อเพิ่ม เติมอีกต่อไป สามารถดูตัวอย่างได้ในรูปที่ 6
  • เนื่อง จากเทคโนโลยี millimeter-wave มีความปลอดภัยมากขึ้นเนื่องจากเป็นการกระจายสัญญาณระยะสั้น ไม่มีความทะลุทะลวง และจะไม่รบกวนการทำงานของเทคโนโลยีไร้สายอื่น ๆ เนื่องจากคลื่นมีความถี่สูงถึง 60GHz จึงสามารถนำมาใช้แทนที่เทคโนโลยีไร้สายแบบเดิมในสถานที่ที่ไม่สามารถใช้งาน ได้ ตัวอย่างเช่น สามารถนำไปใช้กับระบบความบันเทิงในเที่ยวบิน โดยการกระจายคลื่นจะไม่รบกวนกับการควบคุมการบินหรืออุปกรณ์นำทางเป็นต้น
  • การ กระจายสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ทำได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยี millimeter-wave จะทำการกระจายมีเดียไปยังผู้ใช้ปลายทาง ยกตัวอย่างเช่นคุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์เนื้อหามัลติมีเดียไปยังโทรศัพท์มือ ถือได้ทันทีเพียงแค่เดินผ่านประตูทางเข้าหรือป้ายโฆษณาสินค้าที่สนใจ
  • นอก จากนี้เทคโนโลยี millimeter-wave ยังช่วยให้การส่งข้อมูลจำนวนมากในหุ่นยนต์ขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถควบคุมระยะไกลได้โดยไม่ต้องทำการเชื่อมต่อกับสายเคเบิล ยกตัวอย่างเช่นทีมงานหุ่นยนต์สามารถค้นหาสิ่งของและได้รับภาพที่คมชัดแบบ เรียลไทม์ โดยระบบนี้จะสามารถช่วยในการค้นหาคนสำหรับการช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินหรือค้น หาสิ่งของในสถานที่อันตรายได้

นอกจากนี้เทคโนโลยี millimeter-wave ยังได้รับความสนใจในการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย



รูปที่ 6 แสดงการนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางในบ้านและสำนักงาน




อนาคตของ MM-Wave


เนื่อง จากความสามารถในการโอนถ่ายข้อมูลสูงจึงคาดว่าจะมีการใช้งานในบ้านและสำนัก งานมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการบันเทิงที่ต้องการใช้การรับส่งข้อมูลความเร็ว สูง เช่น การสตรีม vdo ที่มีความละเอียดสูงมากที่ระดับความละเอียดระดับ 4K (4096x3072) หรือเป็นสี่เท่าของ Full HD ซึ่งความละเอียดระดับนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่นักแต่ด้วยความที่ต้องการแบนวิธในการ โอนถ่ายข้อมูลมากกว่า Full HD มากยกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ เช่นโรงหนังที่ใช้ความเอียดระดับ 4k ในปัจจุบันนี้คือโรงภาพยนตร์ IMAX แต่ ในโรง IMAX ยังมีปัญหาด้านความเร็วของระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบ network จึงยังต้องใช้เครื่องเล่น ระดับ2k จำนวน2 เครื่องเพื่อทำการฉายหนังอยู่

นอก จากนี้ ในขณะนี้ได้มีการวิจัยการปรับปรุงความเร็วและการเพิ่มความเร็วให้กับ millimeter-wave โดยการทำงานจะมีการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 20gigabit ที่ระยะห่างจากจุดปล่อยสัญญาณที่ 800 เมตร โดยงานวิจัยนี้ยังเป็นเพียงต้นแบบโดยได้รับการพัฒนาจากหน่วยวิจัยและพัฒนา โคลัมบัส และคาดว่าจะนำมาใช้แทนระบบบันทึกไฟร์ vdo จากกล้อง vdo ระบบ Super Hi-Vision หรือที่ความระเอียด16เท่าของ Full HD หรือที่ความละเอียด 7680x4320 โดยคาดว่าที่ความละเอียดนี้จะถูกใช้งานจริงในโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน และคาดว่าจะออกอากาศได้จริงในปี 2020

และ สุดท้ายคือการพัฒนาให้มีระยะการรับส่งได้กว้างขึ้นและทำการเชื่อมต่อแบบ backhaul ring เพื่อใช้เป็นระบบสื่อสารไร้สายที่มีการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง


รูปที่ 7 แสดงตัวอย่างการกระจายสัญญาณเป็นวงกว้าง



สรุปผลและข้อคิดเห็น


เทคโนโลยี millimeter-wave เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่อยู่ในย่านความถี่ 60 GHz และในย่านความถี่นี้เองจึงไม่ต้องการใบอนุญาตการส่งสัญญาณ และช่วงกว้างของย่านนั้นสูงถึง7GHz จึงทำให้มีแบนด์วิธสูงมาก ทำให้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงระดับ Multi-Gagabit และด้วยที่มีความถี่สูง ความยาวคลื่นจึงสั้นจนมีการตั้งชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Millimeter-Wave และจากความสามารถที่หลากหลายของเทคโนโลยีจึงสามารถนำมาประยุกต์การทำงานได้ อย่างหลากหลายและเป็นเทคโนโลยีที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในอนาคต